วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ปัญหาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ นักธรรม เอก


ปัญหาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ น.ธ.เอก
หมวดที ๑–๔
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
****************************
๑. ๑.๑ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ต่อไปนี ตราขึน ในรัชกาลใด และใช้ถึงเม'ือใด ? ๒๕๓๙
๑.พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑
๒.พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที' ๒ ) พุทธศักราช ๒๕๓๕
๑.๒ ในปัจจุบันใช้พระราชบัญญัติฉบับใดเป็นหลักในการปกครองคณะสงฆ์ ?๒๕๓๙
๒. ๒.๑ ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กำหนดองค์ประกอบของมหาเถร
สมาคมไว้อย่างไร ? ๒๕๔๔
๒.๒ มหาเถรสมาคม มีอำนาจหน้าที'อย่างไร ตอบเพียง ๒ ข้อ ? ๒๕๔๔
๓. ๓.๑ กรรมการมหาเถรสมาคมดำรงอยู่ในตำแหน่งได้คราวละก'ีปี ? ๒๕๔๓
๓.๒ ผู้จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคม มีกำหนดไว้อย่างไร ? ๒๕๔๓
๔. ๔.๑ องค์กรปกครองสูงสุดคือใคร ใครเป็นประธาน ? ๒๕๔๒
๔.๒ ในกฎมหาเถรสมาคม พระสังฆาธิการหมายถึงใคร ได้แก่ใครบ้าง ? ๒๕๔๑
๕. ๕.๑ ใครเป็นผู้แต่งตัง สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระสังฆราชทรงพ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีใดบ้าง ? ๒๖๓๘
๕.๒ เมื'อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ? ๒๕๓๘
๖. ๖.๑ กฎมหาเถรสมาคม กำหนดพระอุปัชฌาย์ไว้ก'ีประเภท แต่ละประเภทใครเป็นผู้แต่งตัง ? ๒๕๔๑
๖.๒ ภิกษุได้รับแต่งตัง ให้เป็นผู้ปกครองในเขตปกครองนัน ๆ มีช'ือเรียกว่าอย่างไร ? ๒๕๒๕
๗. ๗.๑ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมตัง อยู่ท'ีไหน ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคม
จะต้องพ้นจากตำแหน่งเมื'อไร ? ๒๕๑๘
๘. ๘.๑ ตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้จัดแบ่งเขตการปกครองคณะสงฆ์
ส่วนภูมิภาคไว้อย่างไร ?๒๕๔๔
๘.๒ พระภิกษุจะต้องรับนิคหกรรมเมื'อทำผิดเช่นไร และได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายใน
เวลาเท่าไร?๒๕๔๔
๙. ๙.๑ พระภิกษุจะไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนง'ึ ได้หรือไม่ อ้างมาตราประกอบด้วย ? ๒๕๔๔
๙.๒ ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ. ศ.๒๕๐๕ (ฉบับที'๒) พ.ศ.๒๕๓๕ กำหนดเจ้าคณะ
ปกครองสงฆ์ไว้ก'ีชัน ใครบ้าง ? ๒๕๔๒
๑๐. ๑๐.๑ มาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที'๒) พ.ศ. ๒๕๐๕ กำหนดความผิด
ของพระภิกษุไว้อย่างไร ?๒๕๔๑
๑๐.๒ คำว่า ไวยาวัจกร ตามความในมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
นัน ได้แก่บุคคลเช่นไร ? ๒๕๒๙
เฉลยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ น.ธ. เอก
หมวดที ๑ -๔
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*********************
๑. ๑.๑ ๑.พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ตราขึน ในรัชกาล
ที' ๕ ใช้มาถึง พ.ศ.๒๔๘๔
๒.พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับท'ี ๒ พุทธศักราช ๒๕๓๕ ตราขึน ในรัชกาลท'ี ๙
ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
๑.๒ ในปัจจุบันใช้พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ. ศ. ๒๕๐๕ และพระราช
บัญญัติคณะสงฆ์( ฉบับที' ๒) พุทธศักราช ๒๕๓๕ เป็นหลักในการปกครองคณะ
สงฆ์ เพราะโดยหลักการทัง สองฉบับนี เป็นอย่างเดียวกันเพียงแต่ฉบับนีต ราขึน เพ'ือ
ปรับปรุงฉบับแรกให้รัดกุมและเหมาะสมย'ิงขึน เหมือนกับพุทธบัญญัติและอนุบัญญัติ
๒. ๒.๑ องค์ประกอบของมหาเถรสมาคม กำหนดไว้ดังนี
สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง
สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชคณะซึ'งสมเด็จ
พระสังฆราชทรงแต่งตัง มีจำนวนไม่เกิน ๑๒ รูป เป็นกรรมการ
๒.๒ มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าท'ีอย่างนี ( ตอบเพียง๒ข้อ)
๑.ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม
๒.ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร
๓.ควบคุมและการสาธารณะ ส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์
๔.รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา
๕.ปฏิบัติหน้าท'ีอ'ืนๆตามท'ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินีห รือกฎหมายอ'ืน
๓. ๓.๑ กรรมการมหาเถรสมาคมที'เป็นสมเด็จพระราชคณะไม่มีกำหนดเวลา ส่วนกรรมการมหาเถร
สมาคมท'ีสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตัง ดำรงอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี
๓.๒ ตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมมีกำหนดไว้ว่า ต้องเป็นอธิบดีกรมการศาสนา (โดยพระ
ราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที'๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๓ ความว่า ให้
อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง
๔. ๔.๑ องค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดได้แก่มหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆ
ปริณายกเป็นประธาน
๔.๒ พระสังฆาธิการ หมายถึงพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองสงฆ์ ได้แก่
๑.เจ้าคณะใหญ่ ๒. เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค
๓.เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด
๔.เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ
๕.เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล
๖.เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส
๕. ๕.๑ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติ
คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที' ๒ ) พ.ศ. ๒๕๓๕ และสมเด็จพระสังฆราชทรงพ้นจาก
ตำแหน่งเม'ือ ๑.สิน พระชนม์ ๒.พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
๓.ทรงลาออก ๔.ทรงพระกรุณาโปรดให้ออก
๕.๒ เม'ือตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง มีวิธีปฏิบัติดังนีใ ห้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบ
ของมหาเถรสมาคมนำช'ือสมเด็จพระราชคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิขJ ึน ทูลเกล้าฯ เพ'ือ
ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
๖. ๖.๑ กำหนดพระอุปัชฌาย์ไว้ ๒ ประเภท คือ
๑.พระอุปัชฌาย์สามัญ ได้แก่ พระอุปัชฌาย์ท'ีได้รับแต่งตัง จากเจ้าคณะใหญ่
๒.พระอุปัชฌาย์วิสามัญ ได้แก่ พระอุปัชฌาย์ท'ีได้รับแต่งตัง จากสมเด็จพระสังฆราช
๖.๒ ผู้ปกครองสงฆ์ทุกระดับเรียกว่า “ พระสังฆาธิการ ” เรียกตามเขตปกครองนัน ๆ ว่า
เจ้าคณะ เช่น เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล
๗. ๗.๑ ตัง อยู่ท'ีกรมการศาสนา อธิบดีกรมการศาสนาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคม
เมื'อพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา ก็เป็นอันพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการมหาเถร
สมาคม
๘. ๘.๑ ตามมาตรา ๒๑ แบ่งเขตการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคไว้ดังนี คือ
๑.ภาค ๒.จังหวัด ๓.อำเภอ ๔.ตำบล
ส่วนจำนวนและเขตปกครองดังกล่าวให้เป็นไปตามที'กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม
๘.๒ เมื'อกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และนิคหกรรมที'จะลงโทษแก่ภิกษุจะต้องเป็น
นิคหกรรมตามพระธรรมวินัย ต้องสึกภายใน ๒๔ ชั'วโมง นับแต่เวลาที'ได้ทราบคำ
วินิจฉัยนัน
๙. ๙.๑ ภิกษุจะไม่สังกัดวัดใดวัดหนึ'งไม่ได้ ตามมาตรา ๒๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคณะ
สงฆ์ ๒๕๐๕ (ฉบับที' ๒) พ.ศ.๒๕๓๕
๙.๒ กำหนดไว้ ๕ ชัน คือ
๑.เจ้าคณะใหญ่ ๒.เจ้าคณะภาค ๓.เจ้าคณะจังหวัด
๔.เจ้าคณะอำเภอ ๕.เจ้าคณะตำบล
๑๐. ๑๐.๑ กำหนดความผิดไว้ว่า เม'ือภิกษุรูปใดต้องด้วยกรณีข้อใดข้อหนง'ึ ดังต่อไปนี
๑.ต้องคำวินิจฉัยในมาตรา ๒๕ให้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึก แต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนัน
๒.ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ
๓.ไม่สังกัดอยู่วัดใดวัดหนง'ึ
๔.ไม่มีวัดอยู่เป็นหลักแหล่ง
ให้ภิกษุนัน สละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการท'ีกำหนดในกฎมหาเถรสมาคม
พระภิกษุต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศตามวรรค ๒ ต้องสึกภายใน ๓ วัน นับตัง แต่ได้
ทราบคำวินิจฉัย
๑๐.๒ ไวยาวัจกร ได้แก่คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตัง ให้มีหน้าท'ีเบิกจ่ายนิตยภัต มีอำนาจหน้าท'ีดูแลรักษา
จัดการทรัพย์สินของวัด ตามที'เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ
***************************
ปัญหาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ น.ธ เอก
หมวดที ๕ - ๘
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*********************
๑. ๑.๑ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที ๒ ) พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดให้วัดมีเท่า
ไร อะไรบ้าง ? ๒๕๔๒
๑.๒ ที ดินที เป็นสมบัติของวัดมีเท่าไร ? บอกมาให้ครบ ? ๒๕๔๒
๒. ๒.๑ มาตรา ๔๐ อธิบายศาสนสมบัติกลางไว้เป็นอย่างไร ? ๒๕๔๒
๒.๒ ศาสนสมบัติของวัดคืออะไร ? ๒๕๔๒
๓. ๓.๑ เจ้าอาวาสตามความหมายในมาตรา ๓๑ มีหน้าที ตามมาตราไหน ความว่าอย่างไร ? ๒๕๓๙
๓.๒ การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัตินั:นๆ ให้เป็นไปอย่างไร ? ๒๕๔๐
๔. ๔.๑ เจ้าอาวาสมีอำนาจตามมาตราไหน ความว่าอย่างไร ๒๕๓๙
๔.๒ ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีตราไว้ในมาตราไหน ความว่าอย่างไร ? ๒๕๓๙
๕. ๕.๑ ผู้เป็นปาราชิกแล้วถือเพศคฤหัสถ์ ปิดบังความจริงกลับมาบวชอีกก็ดี ผู้ต้องปาราชิกแล้ว
ยังแต่งกายอย่างเพศบรรพชิตก็ดี ตามกฎหมายจะต้องโทษอย่างไร ตามมาตราไหน ?๒๕๓๕
๕.๒ และในมาตรานั:นมีใจความว่าอย่างไร ? ๒๕๓๕
๖. ๖.๑ ปัจจุบันเราใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับไหน ? ๒๕๓๔
๖.๒ และในฉบับนั:นมีมาตราไหนกำหนดโทษทั:งปรับทั:งจำ มีใจความว่าอย่างไร ?๒๕๓๔
๗. ๗.๑ ในกรณียุบยกเลิกวัด ทรัพย์สินของวัดนั:นจะพึงตกแก่ใคร ? ๒๕๔๓
๗.๒ เจ้าอาวาส ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับท ี ๒๔ ใครเป็นผู้แต่งตั:ง ?๒๕๔๓
๘. ๘.๑ เจ้าพนักงาน ตามความในประมวลกฎหมายอาญา ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
ได้แก่ใคร ?๒๕๔๔
๘.๒ ศาสนสมบัติมีกี ประเภท ได้แก่ทรัพย์สมบัติเช่นไร ? ๒๕๔๑
๙. ๙.๑ พระราชบัญญัติท ีใช้อยู่ในปัจจุบัน มาตรา ๓๑ ความว่าอย่างไร ? ๒๕๓๙
๙.๒ ถ้าวัดจำเป็นต้องสู้คดีในศาล เม ือคดีถึงท ีสุดแล้ว ปรากฏว่าฝ่ ายวัดแพ้คดี คู่กรณีขอร้องให้
ศาลบังคับให้ขายทอดตลาดท ีวัดหรือท ีธรณีสงฆ์มาชำระหนี:จะได้หรือไม่ ให้ตอบอ้างหลัก
ฐานมาด้วย ? ๒๕๓๓
๑๐. ๑๐.๑เจ้าอาวาสจะโอนกรรมสิทธJิท ีธรณีสงฆ์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ งได้หรือไม่ เพราะเหตุไร ? ๒๖
๑๐.๒ในกรณียุบเลิกวัด ทรัพย์สินของวัดท ีถูกยุบเลิกนั:น จะพึงตกได้แก่ใคร และควรแบ่งกันอย่างไร
ให้ตอบอ้างหลัก ? ๒๕๑๑
เฉลยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ น.ธ เอก
หมวดที ๕ - ๘
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*************************
๑. ๑.๑. วัดมี ๒ อย่าง คือ
๑.วัดที ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๒. สำนักสงฆ์
๑.๒. ที ดินที เป็นของวัดมี ๓ ประเภท คือ
๑.ท ีวัด คือท ีซึ งตั)งวัด ตลอดจนเขตของวัดนั)น
๒.ท ีธรณีสงฆ์ คือท ีซึ งเป็นสมบัติของวัด
๓.ท ีกัลปนา คือท ีซึ งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา
๒. ๒.๑. ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ ง
๒.๒. ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ ง
๓. ๓.๑. เจ้าอาวาสมีหน้าที ตามมาตรา ๓๗ ความว่า
๑.บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี
๒.ปกครองสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ท ีมีอยู่ในวัด หรือพำนักอาศัยวัดนั)น
ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั ง
ของมหาเถรสมาคม
๓.เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์
๔.ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล
๓.๒. ให้เป็นไปอย่างนี)คือ
๑.ศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นอำนาจหน้าท ีของการศาสนา เพ ือการนี)ให้ถือว่ากรมการ
ศาสนาเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั)นด้วย
๒.ศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามวิธีการที กำหนดในกฎกระทรวง
๔. ๔.๑. เจ้าอาวาสมีอำนาจตามมาตรา ๓๘ ความว่า
๑.ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด
๒.สั งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด
๓.สั งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ท ีมีท ีอยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัด ทำงานภายในวัดหรือ
ให้ทำทัณฑ์บน หรือให้ขอขมาโทษ ในเม ือบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั)นประพฤติ
ผิดคำสัง เจ้าอาวาส ซึ งได้รับสั งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคมข้อ
บังคับระเบียบ หรือคำสั งของมหาเถรสมาคม
๔.๒. ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีตราไว้ในมาตรา ๓๙ ความว่า
ในกรณีที ไม่มีเจ้าอาวาส หรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าท ีได้ ให้แต่งตั)งผู้รักษาการแทน
เจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าท ีเช่นเดียวกับเจ้าอาวาส การแต่งตั)ง
รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที กำหนดไว้ในกฎมหาเถรสมาคม
๕. ๕.๑. ทั)ง ๒ ประเภท จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ตามมาตรา ๔๓
๕.๒. มีใจความว่า
๑.ผู้ใดหมดสิทธCิจะได้รับบรรพชาอุปสมบทโดยต้องปาราชิกมาแล้ว แต่มารับบรรพชา
อุปสมบทโดยปิดบังความจริง
๒.ต้องปาราชิกแล้วไม่ละการแต่งกายเพศบรรพชิตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน
๖. ๖.๑. ฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๕ และฉบับที ๒ พ. ศ. ๒๕๓๕
๖.๒. มาตรา ๔๔ มีใจความว่า ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์ไทยอันก่อให้เกิดความเสื อมเสียหรือ
ความแตกแยก ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือ
ทั)งปรับทั)งจำ
๗. ๗.๑. ให้ตกเป็นของศาสนสมบัติกลาง จะแบ่งให้ใครไม่ได้ (มาตรา ๓๒ วรรค ๒ แห่งพระ
ราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕)
๗.๒. สมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั)งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดแต่งตั)งเจ้า
อาวาสวัดราษฎร์
๘. ๘.๑. ได้แก่พระภิกษุซึ งได้รับแต่งตั)งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร
เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฏหมายอาญา (มาตรา ๔๕)
๘.๒ ศาสนสมบัติมี ๒ ประเภท คือ
๑.ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ ง
๒.ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ ง
๙. ๙.๑ มาตรา ๓๑ มีความว่า “วัดมี ๒ อย่างคือ
๑.วัดที ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๒.สำนักสงฆ์
ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทัว ไป” ฯ
๙.๒ ไม่ได้. เพราะพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ มาตรา ๓๕ บัญญัติไว้ว่า
ท ีวัดและท ีธรณีสงฆ์ เป็นทรัพย์สิ)นซึ งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ฯ
๑๐. ๑๐.๑ ไม่ได้, เพราะการโอนกรรมาสิทธCิท ีธรณีสงฆ์ จะทำได้โดยพระราชบัญญัติเท่านั)น ฯ
๑๐.๒ ในกรณียุบเลิกวัด ทรัพย์สินของวัดท ีถูกยุบเลิกนั)น ให้ตกเป็นศาสนสมบัติกลางจะแบ่ง
ให้ใครไม่ได้ อ้างหลักมาตรา ๓๒ วรรค ๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ฯ









อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ปัญหาวินัยมุข นักธรรมชั นเอก

ปัญหาวินัยมุข นักธรรมชั นเอก
กัณฑ์ที ๒๓ - ๒๕
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
**********************************
๑. ๑.๑ มูลเหตุให้เกิดสังฆกรรมมีเท่าไร อะไรบ้าง ? ๒๕๔๐
๑.๒ สังฆกรรมมีเท่าไร อะไรบ้าง อธิบายมาโดยย่อ ? ๒๕๔๐
๒. ๒.๑ การตัง% ญัตติและสวดอนุสาวนามีอยู่ในกรรมอะไรบ้าง ในสังฆกรรมทัง% ๔ ? ๒๕๔๓
๒.๒ สังฆกรรม ๔ นั%น อย่างไหนต้องทำในสีมา อย่างไหนทำนอกสีมาก็ได้ ? ๒๕๔๓
๓. ๓.๑ อปโลกนกรรมมีกี.อย่าง ? อะไรบ้าง ? ๒๕๔๔
๓.๒ สงฆ์ผู้ทำสังฆกรรม มีกำหนดจำนวนไว้อย่างไร ? ๒๕๔๔
๔. ๔.๑ กรรมวิบัติ หมายถึงอะไร ? ๒๕๓๗
๔.๒ สงฆ์ผู้ทำกรรม เมื.อทำพึงหลีกจากวิบัติ วิบัติที.พึงหลีกนัน% มีเท่าไร อะไรบ้าง ?
๒๕๓๙
๕. ๕.๑ พัทธสีมามีกำหนดขนาดพืน% ที.ไว้หรือไม่ ถ้ามี กำหนดไว้อย่างไร ? ๒๕๔๓
๕.๒ สถานที.ที.เป็ นสีมาตามพระวินัยไม่ได้ มีหรือไม่ เพราะเหตุใด ? ๒๕๔๓
๖. ๖.๑ สีมามีกี.ประเภท ในแต่ละประเภทนัน% แบ่งออกไปได้อีกเท่าไร อะไรบ้าง ?๒๕๔๑
๖.๒ วัตถุเป็ นเครื.องหมายเขตสีมา เรียกว่า นิมิตนัน% ระบุไว้กี.ชนิด อะไรบ้าง ? ๒๕๔๑
๗. ๗.๑ การผูกพัทธสีมาในบัดนี % มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ? ๒๕๔๒
๗.๒ สีมาสังกระกันด้วยเหตุอะไรบ้าง ? ๒๕๔๒
๘. ๘.๑ ขัณฑสีมาคืออะไร มหาสีมาเป็นอย่างไร ? ๒๕๓๗
๘.๒ คามสีมาและวิสุงคามสีมา มีลักษณะต่างกันอย่างไร ? ๒๕๔๐
๙. ๙.๑ ภิกษุผู้ได้รับเลือกเป็ นเจ้าหน้าที.ทำการสงฆ์ มีคุณสมบัติอย่างไร ? ๒๕๓๗
๙.๒ เจ้าหน้าที.ทำการสงฆ์ที.สงฆ์ควรสมมติตามพระพุทธานุญาตมีกี.แผนก อะไรบ้าง ?
๒๕๓๗
๑๐. ๑๐.๑ ภัตรมีนิยมต่าง มีพระบรมพุทธานุญาตไว้เท่าไร อะไรบ้าง ? ๒๕๔๑
๑๐.๒ การให้ภิกษุถือเสนาสนะเป็ นหน้าที.ของใคร ผู้นัน% พึงปฏิบัติอย่างไร ? ๒๕๔๓
***************************
เฉลยวินัยมุข นักธรรมชั นเอก
กัณฑ์ที ๒๓ - ๒๕
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
***************************
๑. ๑.๑ มูลเหตุให้เกิดสังฆกรรมมี ๒ คือ
๑. ภิกษุบริษัทมีมากขึน"
๒. พระพุทธองค์ทรงประสงค์ให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการบริหารคณะ ฯ
๑.๒ สังฆกรรมมี ๔ ประเภท คือ
๑. อปโลกนกรรม ได้แก่ กรรมท2ีทำการบอกกันในท2ีประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตัง" ญัตติไม่ต้อง
สวดอนุสาวนา
๒. ญัตติกรรม ได้แก่ กรรมท2ีทำด้วยการตัง" ญัตติแต่ไม่สวดอนุสาวนา
๓. ญัตติทุติยกรรม ได้แก่ กรรมท2ีทำด้วยตัง" ญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนเดียว
๔. ญัตติจตุตถกรรม ได้แก่ กรรมท2ีทำด้วยตัง" ญัตติแล้วสวดอนุสาวนาสามหน ฯ
๒. ๒.๑ การตัง" ญัตติ มีในญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ส่วนการสวด
อนุสาวนา มีในญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ฯ
๒.๒ ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ต้องทำในสีมาเท่านัน" ทำนอกสีมา
ไม่ได้ เพราะต้องตัง" ญัตติ ส่วนอปโลกนกรรม ทำนอกสีมาก็ได้ เพราะไม่ต้องตัง" ญัตติ ฯ
๓. ๓.๑ อปโลกนกรรม มี ๕ อย่างคือ
๑. นิสสารณา นาสนะสามเณรผู้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า
๒. โอสารณา รับสามเณรผู้ถูกนาสนะแล้วกลับประพฤติเรียบร้อยให้เข้าหมู่
๓. ภัณฑูกรรม บอกขออนุญาตปลงผมคนผู้จะบวชอันภิกษุจะทำเอง
๔. พรหมทัณฑ์ ประกาศไม่ว่ากล่าวภิกษุหัวดือ" ว่ายาก
๕. กัมมลักขณะ อปโลกน์แจกอาหารในโรงฉันเป็นต้น ฯ
๓.๒ สงฆ์ผู้ทำสังฆกรรม มีกำหนดจำนวนไว้ดังนี "
จตุวรรค สงฆ์มีจำนวน ๔ รูป
ปัญจวรรค สงฆ์มีจำนวน ๕ รูป
ทสวรรค สงฆ์มีจำนวน ๑๐ รูป
วีสติวรรค สงฆ์มีจำนวน ๒๐ รูป
๔. ๔.๑ กรรมวิบัติ คือ สังฆกรรมท2ีทำไม่ถูกระเบียบตามพระพุทธบัญญัติ ทำให้สังฆกรรมนัน"
เสียไป ทำแล้วไม่เป็นอันทำ
๔.๒ วิบัติท2ีพึงหลีกนัน" มี ๔ อย่างคือ
๑. วิบัติโดยวัตถุ เช่นให้อุปสมบทแก่ผู้มีอายุหย่อน ๒๐ หรืออภัพพบุคคล
๒. วิบัติโดยสีมา เช่นการทำสังฆกรรมในสีมาวิบัติ
๓. วิบัติโดยปริสะ เช่นภิกษุเข้าประชุมสงฆ์หย่อนกว่าจำนวนที2กำหนด เช่น ๓ รูป
สวดปาฏิโมกข์ และสมมติสีมา ๔ รูป ปวารณา เป็นต้น
๔. วิบัติโดยกรรมวาจา เช่น การสวดกรรมวาจาวิบัติโดยญัตติ หรือโดยอนุสาวนา
หรือวิบัติทัง" สอง ฯ
๕. ๕.๑ มีกำหนดไว้ คือกำหนดไม่ให้สมมติสีมาเล็กเกินไปจนจุภิกษุ ๒๑ รูปนั2งไม่ได้ และไม่ให้
สมมติสีมาใหญ่เกินไปกว่า ๓ โยชน์ สีมาเล็กเกินไปใหญ่เกินไป เป็นสีมาวิบัติ ใช้ไม่ได้ ฯ
๕.๒ ไม่มี เพราะในป่ าท2ีไม่มีบ้าน ก็จัดเป็ นสัตตัพภันตรสีมา ในน่านนำ" ท2ีได้ขนาด ก็จัดเป็น
อุทกุกเขปสีมา ผืนแผ่นดินท2ีมีหมู่บ้านก็จัดเป็นคามสีมา แม้สีมันตริกซง2ึ คัน" ระหว่างมหา
สีมากับขัณฑสีมาก็จัดเป็นคามสีมา ฯ
๖. ๖.๑ สีมามี ๒ ประเภท คือ
๑. พัทธสีมา แดนที2ผูกแล้ว ๒. อพัทธสีมา แดนที2ยังไม่ผูก ฯ
ในสีมาทัง" สองนี " พัทธสีมาแบ่งออกเป็น ๔ คือ
๑. สีมาชัน" เดียว ๒. มหาสีมา
๓. ขัณฑสีมา ๔. นทีปารสีมา
ส่วนอพัทธสีมาแบ่งออกเป็น ๔ เช่นกัน คือ
๑. คามสีมาหรือนิคมสีมา ๒. อุทกุกเขปสีมา
๓. สัตตัพภันตรสีมา ๔. วิสุงคามสีมา ฯ
๖.๒ นิมิตนัน" ระบุไว้ในบาลี ๘ ชนิด ภูเขา, ศิลา, ป่ าไม้, จอมปลวก, หนทาง, แม่นำ" , นำ" ฯ
๗. ๗.๑ การผูกพัทธสีมา มีวิธีปฏิบัติดังนี "
๑. พืน" ท2ีอันจะสมมติเป็นสีมาต้องได้รับอนุญาตจากบ้านเมืองก่อน
๒. ต้องประชุมภิกษุผู้อยู่ในเขตสีมา หรือนำฉันทะของเธอมา
๓. สวดถอน ๔. เตรียมนิมิตไว้ตามทิศ
๕. เม2ือสมมติสีมา ต้องประชุมภิกษุผู้อยู่ภายในนิมิต
๖. ทักนิมิต ๗. สวดสมมติสีมา ฯ
๗.๒ สีมาสังกระด้วยเหตุ ๔ คือ
๑. สมมติสีมาคาบเกี2ยวกัน
๒. วัตถุพาดพึงถึงกันในระหว่างสีมาทัง" สอง
๓. สังฆ์ ๒ หมู่จะทำสังฆกรรมเวลาเดียวกัน ไม่เว้นระหว่างแนวสงฆ์ให้ห่างกันพอได้ตาม
กำหนด
๔. ทำสังฆกรรมในเรือหรือแพที2ผูกกับหลักปักไว้บนตลิ2ง หรือทำในที2ไม่ได้กำหนดตาม
อุทกุกเขป ฯ
๘. ๘.๑ ขัณฑสีมา คือ สีมาที2ผูกเฉพาะโรงอุโบสถ มหาสีมา เป็นสีมาที2ผูกไว้รอบวัด
๘.๒ คามสีมา และวิสุงคามสีมา ต่างกันอย่างนีค" ือ
๑. คามสีมา ได้แก่เขตหมู่บ้านท2ีทางราชอาณาจักรกำหนดไว้แต่เดิม หมายถึงแด่นท2ีนาย
บ้านเก็บส่วย ปัจจุบันหมายถึงแดนท2ีผู้ใหญ่ปกครอง ซง2ึ พระสงฆ์เข้าอยู่อาศัยและถือ
เป็นแดนสามัคคี กล่าวคือแดนสมานสังวาส
๒. วิสุงคามสีมา ได้แก่เขตบานนน2ั เองท2ีทางราชการกำหนดเอกเทศหนง2ึ ว่า เอกเทศนีจ" ง
เป็นบ้านต่าง หรือจงเป็นแผนกหนึ2งจากบ้านในปัจจุบันได้แก่ แดนที2ได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมา ฯ
๙. ๙.๑ ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ ได้แก่ปราศจากอคติ ๔ คือ
๑. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักใคร่
๒. โทสาคติ ลำเอียงเพราะเกลียดชัง
๓. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
๔. โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลงงมงาย
๕. เข้าใจในการปฏิบัติหน้าท2ีนัน" ๆ เป็ นอย่างดี
๙.๒ มี ๕ แผนก คือ เจ้าอธิการแห่งจีวร ๑ เจ้าอธิการแห่งอาหาร ๑ เจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ ๑
เจ้าอธิการแห่งอาราม ๑ และเจ้าอธิการแห่งคลัง ๑
๑๐. ๑๐.๑ ภัตรมีนิยมต่าง มี ๔ คือ
๑. อาคันตุกภัตร อาหารที2เขาถวายเฉพาะภิกษุอาคันตุกะ
๒. คมิยภัตร อาหารท2ีเขาถวายเฉพาะภิกษุผู้จะไปท2ีอ2ืน
๓. คิลานภัตร อาหารที2เขาถวายเฉพาะภิกษุอาพาธ
๔. คิลานุปัฏฐากภัตร อาหารท2ีเขาถวายเฉพาะภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้
(และกุฏิภัตร อาหารท2ีเขาถวายเฉพาะภิกษุผู้อยู่ในกุฏิท2ีเขาสร้างถวาย อันท่านกล่าวไว้
ในอรรถกถา ) ฯ
๑๐.๒ เป็นหน้าท2ีของเจ้าของเจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ พึงปฏิบัติอย่างนี " คือ เจ้าอธิการแห่ง
เสนาสนะพึงกำหนดฐานะของภิกษุผู้ถือเสนาสนะว่า เป็ นผู้ใหญ่หรือผู้น้อย เป็นผู้มีอุปการะ
แก่สงฆ์หรือหามิได้ เป็นผู้เล่าเรียนหรือประกอบกิจในทางใดบ้างเป็นต้นแล้วหรือหามิได้
เป็นผู้เล่าเรียนหรือประกอบกิจในทางใดบ้างเป็นต้น แล้วพึงให้ถือเสนาสนะ ฯ

อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
******************************
๑. ๑.๑ ผ้าอันเป็นวัตถุแห่งกฐินมี ๕ อย่าง คืออะไรบ้าง ?๒๕๔๑
๑.๒ ภิกษุผู้กรานกฐิน ย่อมได้อานิสงส์ ๕ คืออะไรบ้าง ?๒๕๔๑
๒. ๒.๑ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณกี,ประการอะไรบ้างจึงควรเป็นผู้ครองกฐิน ?๒๕๔๐
๒.๒ ทรงอนุญาตให้กรานกฐินได้เมื,อใด ?๒๕๓๖
๓. ๓.๑ อภัพพบุคคลในอุปสมบทกรรมได้แก่บุคคลเช่นไร โดยวัตถุมีกี,อย่างอะไรบ้าง ?๒๕๔๔
๓.๒ ปัจฉิมกิจแห่งการอุปสมบทมีอะไรบ้าง ตอบเพียง ๒ ข้อ ?๒๕๔๔
๔. ๔.๑ วิวาทาธิกรณ์คืออะไร ?๒๕๔๔
๔.๒ วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยอธิกรณ์สมถะกี,อย่าง อะไรบ้าง ?๒๕๔๔
๕. ๕.๑ คนที,ควรได้รับอุปสมบทประกอบด้วยองค์คุณอย่างไรบ้าง ?๒๕๔๒
๕.๒ ภิกษุผู้สวดกรรมวาจาเป็นคู่ มีทางสันนิษฐานอย่างไร ?๒๕๔๒
๖. ๖.๑ ทางที,จะให้สงฆ์แตกแยกกันมีกี,ประการ คืออะไร?๒๕๔๒
๖.๒ วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยการตกลงกันเองมีอย่างไร ?๒๕๔๒
๗. ๗.๑ บุคคลที,ถูกห้ามบวช แต่บวชโดยไม่รู้ จะพึงแก้อย่างไร ?๒๕๔๒
๗.๒ การบวชด้วยไตรสรณคมน์ อาจแบ่งออกเป็น ๒ ตอน ตอนไหนเป็น
การบวชเช่นไร ?๒๕๔๑
๘. ๘.๑ อันตราบัติ ได้แก่อาบัติเช่นไร อธิบาย ?๒๕๔๐
๘.๒ พระภิกษุต้องอันตราบัติแล้ว ต้องปฏิบัติอย่างไร?๒๕๔๐
๙. ๙.๑ วิวาทาธิกรณ์ในฝ่ายที,ทำด้วยความปรารถนาเลว แสดงว่ามีลักษณะประกาอบด้วยโทษมีกี,คู่
จงบอกคู่แรกและคู่สุดท้ายมาดู ?๒๕๓๙
๙.๒ สงฆ์สมมติภิกษุรูปหนึ,งผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผู้จับฉลากถือคะแนนเพ,ือวินิจฉัยอธิกรณ์
ด้วยเยภุยยสิกา องค์ ๕ มีอะไรบ้าง ?๒๕๓๙
๑๐. ๑๐.๑ การบรรพชาหมายถึงอะไร ?๒๕๓๖
๑๐.๒ การบอกอนุศาสน์คือการบอกอะไร?๒๕๓๖
เฉลยวินัยมุข นักธรรมชั นเอก
กัณฑ์ที ๒๖ – ๒๘
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
******************************
๑. ๑.๑ ผ้าอันเป็นวัตถุแห่งกฐินมี ๕ คือ
๑.ผ้าใหม่ ๒.ผ้าเทียมใหม่ ๓.ผ้าเก่า
๔.ผ้าบังสกุล ๕.ผ้าตกตามร้าน
๑.๒ ย่อมได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ
๑.เที,ยวไปไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที, ๖ แห่งอเจลกวรรค
๒.เที,ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
๓.ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้
๔.เก็บอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา
๕.จีวรอันเกิดขึDนในท,ีนัDน เป็นของได้แก่พวกเธอ
๒. ๒.๑ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๘ ประการ ควรเป็นผู้ครองกฐิน คือ
๑. รู้จักบุพพกรณ์ ๒. รู้จักถอนไตรจีวร
๓. รู้จักอธิษฐานไตรจีวร ๔. รู้จักการกราน
๕. รู้จักมาติกา คือ หัวข้อแห่งการเดาะกฐิน ๖. รู้จักปริโพธกังวลเป็นเหตุไม่เดาะกฐิน
๗. รู้จักการเดาะกฐิน ๘. รู้จักอานิสงส์กฐิน
๒.๒ ทรงอนุญาตให้กรานกฐินในท้ายฤดูฝนระยะเวลา ๑ เดือน คือ ตัDงแต่แรม ๑ คํ,า เดือน ๑๑
ถึงวันขึDน ๑๕ คํ,า เดือน ๑๒
๓. ๓.๑ ได้แก่บุคคลท,ีไม่สมควรแก่อุปสมบท อุปสมบทไม่ขึDน ถูกห้ามตลอดชีวิต โดยวัตถุมี ๓ คือ
๑. พวกที,มีเพศบกพร่อง ไม่รู้ว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง
๒. พวกประพฤติผิดพระธรรมวินัย เช่น ฆ่าพระอรหันต์เป็นต้น
๓. พวกประพฤติผิดต่อกำเนิดของตน คือ ฆ่าบิดามารดา
๓.๒ มี ๖ ข้อคือ ๑. วัดเงาแดดในทันที ๒. บอกประมาณแห่งฤดู
๓. บอกส่วนแห่งวัน ๔. บอกสังคีติ
๕. บอกนิสสัย ๖. บอกอกรณียกิจ ๔
๔. ๔.๑ วิวาทาธิกรณ์ คืออธิกรณ์ที,เกิดจากการทะเลาะกัน โต้เถียงกัน โดยปรารภพระธรรมวินัย
๔.๒ วิวาทาธิกรณ์นัDนระงับด้วยอธิกรณสมถะ ๒ อย่างคือ
๑. สัมมุขาวินัย ๒. เยภุยยสิกา
๕. ๕.๑ คนที,ควรได้รับอุปสมบทต้องประกอบด้วยองค์คุณ ๓ คือ
๑. ต้องเป็นผู้ชาย
๒. มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
๓. มิใช่อภัพพบุคคลผู้ถูกห้ามเด็ดขาด
๕.๒ มีทางสันนิษฐานดังนีD
๑. ธรรมเนียมสวดอย่างอื,น มีสวดภาณวารเป็นต้น สวดทีละคู่
๒. สวดรูปเดียวอาจจะตกหล่น สวดคู่คงตกหล่นไม่พร้อมกัน เป็นอันทานกันอยู่ในตัว
รูปหนึ,งอาจพลาดเป็นล่ม
๓. เน,ืองมาจากอุปสมบทคราวละคู่ สวดรูปหนึ,ง สวดกรรมวาจาสำหรับอุปสัมปทา
เปกขะรูปหนึ,ง
๖. ๖.๑ มี ๒ ทาง คือ
๑. มีความเห็นปรารภธรรมวินัยต่างกัน จนเกิดวิวาทกันขึDน
๒. มีความเห็นไม่เสมอกัน ยิง, หย่อนกว่ากัน เกิดรังเกียจกันขึDน
๖.๒ มีอย่างนีDคือ
๑. สังฆสัมมุขา ความเป็นต่อหน้าสงฆ์
๒. ธัมมสัมมุขา ความเป็นต่อหน้าธรรม
๓. วินยสัมมุขา ความเป็นต่อหน้าวินัย
๔. ปุคคลสัมมุขา ความเป็นต่อหน้าบุคคล
๗. ๗.๑ บุคคลที,ถูกห้ามบวช แต่บวชโดยไม่รู้พึงแก้ไขด้วยนาสนา คือขับออกไปเสีย
๗.๒ ตอนที, ๑ การให้ครองผ้ากาสายะ เป็นการให้บรรพชา
๒. การให้สรณคมน์ เป็นการให้อุปสมบท
๘. ๘.๑ อันตราบัติ ได้แก่ภิกษุกำลังประพฤติปริวาสอยู่ หรือประพฤติปริวาสเสร็จแล้วกำลัง
ประพฤติมานัตอยู่ หรือประพฤติมานัตเสร็จแล้ว สงฆ์ยังไม่ได้อัพภานเพียงใด
พระภิกษุรูปนัDนต้องครุกาบัติขึDนใหม่ในระหว่างนัDน อาบัติเช่นนัDนเรียกว่าอันตราบัติ
๘.๒ พระภิกษุต้องอันตราบัติแล้ว วุฏฐานวิธีที,ได้ประพฤติมาเสียหมด จะประพฤติตามเดิม
ต่อไม่ได้ต้องกลับประพฤติวุฏฐานวิธีนัDนตัDงต้นใหม่ เรียกว่า มูลายปฏิกัสสนา แปลว่าชัก
เข้าหาอาบัติเดิม ต้องปฏิบัติอย่างนีDจึงจะถูกต้อง
๙. ๙.๑ วิวาทาธิกรณ์ฝ่ายที,ทำด้วยความปรารถนาเลว มีลักษณะที,ประกอบด้วยโทษ ๖ คู่
คู่แรกคือ เป็นผู้มักโกรธ เป็นผู้ถือโกรธ ได้แก่โกรธง่ายหายยาก
คู่สุดท้าย คือ เป็นผู้ถือเอาแต่ความเห็นของตน ถืออย่างแน่นแฟ้น ปลดได้ยาก
๙.๒ องค์ ๕ นัDน คือ ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. โม่ถึงภยาคติ
๕. รู้จักสลากที,เป็นอันดับจับและไม่อันจับ
๑๐. ๑๐.๑ การบรรพชาหมายถึงการบวชทัว, ไป รวมทัDงอุปสมบทด้วยก็มี หมายเอาการบวชเฉพาะ
บุพประโยคแห่งการอุปสมบท รวมทัDงบวชลำพังเป็นสามเณรก็มี
๑๐.๒ การบอกอนุศาสน์ คือการบอกนิสัย ๔ เป็นการบอกทางแสวงหาปัจจัย ๔ พร้อมทัDง
อดิเรกลาภ และการบอกอกรณียกิจ ๔ เป็นการบอกกิจที,ห้ามมิให้ทำ เพราะทำแล้ว
ขาดจากความเป็นภิกษุ

ปัญหาวินัยมุข นักธรรมชั นเอก
กัณฑ์ที ๒๙–๓๐
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
******************************
๑. ๑.๑ วุฏฐานวิธี แปลว่าอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ? ๒๕๔๔
๑.๒ ในการทำวุฏฐานวิธีแต่ละอย่างนัน$ ต้องการสงฆ์จำนวนเท่าไร ? ๒๕๔๔
๒. ๒.๑ ปฏิจฉันนาบัติ และอันตราบัติ มีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๔๓
๒.๒ สัมมุขาวินัย มีองค์เท่าไร อะไรบ้าง ? ๒๕๔๓
๓. ๓.๑ มูลแห่งอนุวาทมีเท่าไร บอกมาให้ครบ ? ๒๕๔๑
๓.๒ ผู้วินิจฉัยอนุวาทมีเท่าไร บอกมาให้ครบ ? ๒๕๔๑
๔. ๔.๑ มานัต มีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๔๐
๔.๒ อัพภาน มีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๔๐
๕. ๕.๑ อาปัตตาธิกรณ์คืออะไร มีกี7ประเภท อะไรบ้าง ? ๒๕๓๙
๕.๒ สังฆราชี กับ สังฆเภท ต่างกันอย่างไร ? ๒๕๓๙
๖. ๖.๑ กัมมารหะ มีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๓๗
๖.๒ กัมมปัตตะ มีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๓๗
๗. ๗.๑ ความเห็นอย่างไรเรียกว่าทิฏฐาวิกัมม์ ? ๒๕๓๕
๗.๒ วุฏฐานวิธีนัน$ ต้องปรารถนาสงฆ์เท่าไรเป็นอย่างน้อย ? ๒๕๓๕
๘. ๘.๑ ภิกษุประพฤติอย่างไรเป็นเหตุให้เสียสีลสามัญญตา ? ๒๕๓๕
๘.๒ วิวาทาธิกรณ์ กับ อนุวาทาธิกรณ์ ต่างกันอย่างไร ? ๒๕๓๖
๙. ๙.๑ อัปปฏิจฉันนาบัติ มีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๓๗
๗.๒ ติณวัตถารกวินัย มีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๓๗
๑๐. ๑๐.๑ ลหุกาบัติ ได้แก่อาบัติเช่นไร ? ๒๕๓๗
๑๐.๒ ภิกษุผู้ทำหน้าท7ีพิจารณาคดี มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ? ๒๕๓๗
----------------------------------------------
.
เฉลยวินัยมุข นักธรรมชั นเอก
กัณฑ์ที ๒๙–๓๐
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*******************************
๑. ๑.๑ วุฏฐานวิธี แปลว่าระเบียบเป็นเครื7องออกจากอาบัติ ประกอบด้วย
ปริวาส มานัต ปฏิกัสสนา และอัพภาน
๑.๒ การให้ปริวาส มานัติ และทำปฏิกัสสนา ต้องการสงฆ์จตุวรรค การให้
อัพภาน ต้องการสงฆ์สติวรรค
๒. ๒.๑ ปฏิจฉันนาบัติ หมายถึง อาบัติที7ภิกษุต้องแล้วปกปิดไว้
อันตราบัติ หมายถึง อาบัติสังฆาทิเสสที7ภิกษุต้องเข้าอีกระหว่าง
ประพฤติวุฏฐานวิธี
๒.๒ สัมมุขาวินัย มีองค์ ๔ คือ
๑. ในที7พร้อมหน้าสงฆ์ ๒. ในที7พร้อมหน้าธรรม
๓. ในที7พร้อมหน้าวินัย ๔. ในที7พร้อมหน้าบุคคล
๓. ๓.๑ มูลแห่งอนุวาทมี ๓ คือ
๑. เรื7องที7ได้เห็นเอง
๒. เร7ืองท7ีได้ยินเองหรือมีผู้มาบอก และเช7ือว่าเป็นจริง
๓. เรื7องที7รังเกียจโดยอาการ
๓.๒ ผู้วินิจฉัยอนุวาทมี ๓ คือ
๑. สงฆ์ (สำหรับเรื7องสำคัญ
๒. คณะ (สำหรับเรื7องไม่สำคัญนัก)
๓. บุคคล (สำหรับเรื7องเล็กน้อย)
๔. ๔.๑ มานัติ แปลว่านับราตรี เป็นช7ือของวัตรท7ีภิกษุผู้ต้องสังฆาทิเสสจะพึง
ประพฤติเพ7ือออกจากอาบัตินัน$
๔.๒ อัพภาน แปลว่า เรียกเข้าหมู่ เป็นช7ือของกรรมท7ีสงฆ์จะพึงทำแก่ภิกษุผู้
ประพฤติครบกำหนดแล้ว
๕. ๕.๑ อาปัตตาธิกรณ์ คือ อาบัติทัง$ หลายอันพระภิกษุต้องแล้วจำจะต้องทำคืน
คือจำจะต้องปลดเปลือ$ งเสีย มี ๒ ประเภท คือ ๑. ลหุกาบัติ ได้แก่
อาบัติเบา ๒. ครุกาบัติ ได้แก่อาบัติหนัก
๕.๒ สังฆราชี คือเพียงแต่ทะเลาะวิวาทกัน แต่ยังไม่แยกกัน ทำอุโบสถ
ปวารณาและทำสังฆกรรมต่างๆ คือยังรวมกันได้อยู่
สังฆเภท หมายถึง สงฆ์แยกกันทำอุโบสถทำปวารณา และสังฆกรรม
ต่างๆแล้ว
๖. ๖.๑ กัมมารหะ ได้แก่บุคคลผู้ถูกทำกรรม เช่นภิกษุผู้ถูกสมมติเป็นเจ้าหน้าท7ี
ทำการสงฆ์ เป็นต้น
๖.๒ กัมมปัตตะ ได้แก่ภิกษุผู้เข้าในจำนวนสงฆ์ผู้ทำกรรมทุกประการ
๗. ๗.๑ ความเห็นแย้ง คือไม่เห็นร่วมด้วยคำวินิจฉัยอันสงฆ์รับรอง เรียกว่า
ทิฏฐาวิกัมม์ แปลว่าทำความเห็นให้แย้ง
๗.๒ อัพภาน ต้องปราถนาสงฆ์อย่างน้อยไม่ตํ7ากว่า ๒๐ รูป กิจอื7นนอกจาก
อัพภานเพียง ๔ รูปเป็นอย่างน้อย
๘. ๘.๑ ภิกษุต้องอาบัติแล้วไม่ยอมรับว่าต้อง หรือไม่ยอมทำคืน ย่อมเป็นเหตุ
ให้เสียสีลสามัญญตา
๘.๒ วิวาทอันเกิดขึน$ เพราะปรารภพระธรรมวินัย จัดเป็ นวิวาทาธิกรณ์ ส่วน
การโจทย์กันด้วยอาบัติ จัดเป็นอนุวาทาธิกรณ์
๙. ๙.๑ อัปปฏิจฉันนาบัติ ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสสที7ภิกษุต้องเข้าแล้วแต่มิได้ปิดบังเอาไว้
๙.๒ ติณวัตถารกวินัย ได้แก่การไม่สะสางถึงความหลังว่า ใครเป็นผู้ทำผิด
อะไร ยกเลิกเรื7องราวกันไปดุจกลบสิ7งของไว้ด้วยหญ้า
๑๐. ๑๐.๑ ลหุกาบัติ ได้แก่อาบัติเล็กน้อย ท7ีผู้ต้องจะระงับได้ในสำนักบุคคล
๑๐.๒ ภิกษุผู้ควรทำหน้าท7ีพิจารณาคดี มีคุณสมบัติดังนี $
๑. เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ทรงพระปาฏิโมกข์ สามารถแจงให้คู่ความ
เข้าใจ และเลื7อมใสได้
๒. เป็นผู้มีกายสมาจาร วจีสมาจารบริสุทธ์ มีอาชีวบริสุทธิI เป็นบัณฑิต
ฉลาดเฉลียวสามารถชีแ$ จงข้อความท7ีถูกซักถามได้
๓. รู้วัตถุ รู้นิทาน รู้พระบัญญัติ รู้บทท7ีตกภายหลัง รู้คลองแห่งถ้อยคำที
เชื7อมต่อกันได้
๔. รู้พระธรรมวินัย และอนุโลม ฉลาดในฐานะ อฐานะ ฉลาดในอรรถะ
และพยัญชนะ ฉลาดในวินิจฉัย


ปัญหาวินัยมุข นักธรรมชั นเอก
กัณฑ์ที ๓๑ - ๓๓
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
**************************
๑. ๑.๑ การคํ าบาตรในทางพระวินัยมีความหมายว่าอย่างไร ? ๒๕๔๓
๑.๒ การคํ าบาตรนี สงฆ์ทำแก่ผู้ประพฤติเช่นไร บอกมา ๓ ข้อ ? ๒๕๔๓
๒. ๒.๑ สงฆ์พึงทำตัชชนียกรรมและตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ประพฤติเช่นไร ? ๒๕๓๕
๒.๒ สงฆ์จะนิคคหะภิกษุก็ดี คฤหัสถ์ก็ดี ด้วยกรรมทั งหลาย หรือด้วยอาณาสงฆ์ท ีเทียบกรรม
เหล่านั น จะพึงตั งอยู่ในธรรมอะไรบ้าง จึงจะไม่เป็นไปเพ ือแตกสามัคคี ? ๒๕๒๔
๓. ๓.๑ อุกเขปนียกรรม คือกรรมเช่นไร สงฆ์ควรทำแก่ภิกษุผู้ประพฤติอย่างไร ?
๓.๒ และได้ทำแก่ใครเป็นครั งแรก ?
๔. ๔.๑ ปัพพาชนียกรรม แปลว่าอะไร สงฆ์ควรทำแก่ผู้ประพฤติเช่นไร ?
๔.๒ กรรมนี สงฆ์ทำแก่ใครเป็นครั งแรก ?
๕. ๕.๑ ใครเป็นผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน หรือเป็นผู้ขวนขวายเพื อทำลายสงฆ์ได้ ? ๒๕๔๓
๕.๒ เหตุที สงฆ์จะแตกกันมีอะไรบ้าง ? จะป้องกันได้ด้วยวิธีอย่างไร ? ๒๕๔๓
๖. ๖.๑ วัตถุ ๕ อย่าง ที พระเทวทัตทูลขอต่อพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ไม่ทรงอำนวยคืออะไรบ้าง ? ๒๕๒๔
๖.๒ อาการที สงฆ์จะแตกกัน ในคัมภีร์บริวารท่านกล่าวไว้กี ประการ อะไรบ้าง ?
๗. ๗.๑ การลาสิกขาคืออะไร ? ๒๕๓๘
๗.๒ คำปฏิญญาลาสิกขามีขอบเขตที ควรกล่าวอ้างถึงอย่างไรบ้าง ? ๒๕๓๘
๘. ๘.๑ นาสนา คืออะไร มีกี อย่าง บอกมาให้ครบ ? ๒๕๓๘
๘.๒ ผู้ควรถูกนาสนาคือใครบ้าง ? ๒๕๓๘
๙. ๙.๑ ทัณฑกรรมคืออะไร ผู้ควรได้รับทัณฑกรรมคือใคร ? ๒๕๓๘
๙.๒ ทรงอนุญาตให้ลงทัณฑกรรมแก่ผู้ประกอบด้วยองค์อันเป็นโทษ ๕ ประการ มีอะไรบ้าง ?
๑๐. ๑๐.๑ ทัณฑกรรม กับ พรหมทัณฑ์ ต่างกันอย่างไร ? ๒๕๓๖
๑๐.๒ ประณามแปลว่าอะไร มีวิธีทำอย่างไรบ้าง ? ๒๕๓๘
**************************
เฉลยวินัยมุข นักธรรมชั นเอก
กัณฑ์ที ๓๑ - ๓๓
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
**************************
๑. ๑.๑ มีความหมายว่าไม่ให้คบค้าสมาคมด้วยลักษณะ ๓ ประการคือ
๑. ไม่รับบิณฑบาตของเขา ๒. ไม่รับนิมนต์ของเขา
๓. ไม่รับไทยธรรมของเขา ฯ
๑.๒ ทำแก่คฤหัสถ์ (เลือกตอบเพียง ๓ ข้อ )
๑. ขวนขวายเพ ือไม่ใช่ลาภแห่งภิกษุทั งหลาย
๒. ขวนขวายเพ ือไม่ใช่ประโยชน์แห่งภิกษุทั งหลาย
๓. ขวนขวายเพ ืออยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั งหลาย ๔. ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั งหลาย
๕. ยุยงภิกษุทั งหลายให้แตกกัน ๖. กล่าวติเตียนพระพุทธ
๗. กล่าวติเตียนพระธรรม ๘. กล่าวติเตียนพระสงฆ์
๒. ๒.๑ ตัชชนียกรรม สงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้โจทจงใจหาความเท็จใส่ภิกษุอ ืนได้ช ือว่าก่ออธิกรณ์ขึ นใน
สงฆ์ ตัสสปาปิยสิกากรรม สงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้เป็นจำเลยผู้ปกปิดความประพฤติเสียหายของ
ตนด้วยให้การเท็จ
๒.๒ สงฆ์จะทำนิคคหะภิกษุก็ดี คฤหัสถ์ก็ดี ด้วยกรรมหรือด้วยอาณาสงฆ์ท ีเทียบกรรมนั น พึงตั ง
อยู่ในธรรมคือ มัตตัญBุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ กาลัญBุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล
ปุคคลัญBุตา ความเป็นผู้รู้จักบุคคล ดำริโดยรอบคอบแล้วจึงทำจึงจะไม่เป็นไปเพื อแตก
สามัคคี
๓. ๓.๑ อุกเขปนียกรรม คือ กรรมที สงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย หมายถึงวิธีการลงโทษที สงฆ์พึง
กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วไม่ย่อมรับว่าตนต้องอาบัติ หรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ และมีความ
คิดเห็นอย่างชัว สงฆ์ตักเตือนก็ไม่ยอมสละความคิดเห็นนั น ทำโดยการตัดสิทธิชัว คราวไม่ให้ฉัน
ร่วมและอยู่ร่วมกับคณะสงฆ์
๓.๒ สงฆ์ทำครั งแรกแก่พระฉันนะ โทษฐานเพราะไม่เห็นอาบัติ และไม่ทำคืนอาบัติ และทำแก่พระ
อริฏฐะ โทษฐานไม่สละความคิดเห็นอันชัว
๔. ๔.๑ ปัพพาชนียกรรม แปลว่ากรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันพึงไล่ออกไปเสียจากอาวาส สงฆ์ควรทำ
ปัพพาชนียกรรมนี แก่ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล และประพฤติทรามจนตกเป็นข่าวเซ็งแซ่ หรือข่าวลือ
๔.๒ กรรมนี สงฆ์ได้ทำแก่พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะเป็นครั งแรก
๕. ๕.๑ ภิกษุผู้ปกตัตตะเป็นสมานสังวาส อยู่ในสีมาเดียวกันเท่านั น ย่อมอาจทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
เป็นก๊กเป็นพวกได้ นางภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา หาอาจ
ทำลายสงฆ์ให้แตกกันได้ไม่ เป็นได้เพียงขวนขวายเพ ือทำลายสงฆ์เท่านั น ฯ
๕.๒ มี ๒ อย่างคือ
๑. มีความเห็นปรารภพระธรรมวินัยแตกต่างกันจนเกิดเป็นอธิกรณ์
๒. ความประพฤติปฏิบัติไม่เสมอกัน ยิง หย่อนกว่ากันแล้วเกิดความรังเกียจกันขึ น
จะป้องกันได้ด้วย ๒ วิธี คือ
๑. ต้องส่งเสริมและกวดขันการศึกษาพระธรรมวินัย ให้มีความเห็นชอบเหมือนกัน
๒. ต้องส่งเเสริมและกวดขันความประพฤติของภิกษุทั งหลายให้เสมอกันไม่ให้เป็นทางรัง
เกียจกัน ฯ
๖. ๖.๑ วัตถุ ๕ อย่าง ท ีพระเทวทัตทูลขอ แต่พระองค์ไม่ทรงอำนวยนั น คือ
๑. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ า จงถือให้ตลอดชีวิต เข้าบ้านมีโทษ
๒. ภิกษุผู้ถือบิณฑบาต จงถือให้ตลอดชีวิต รับนิมนต์มีโทษ
๓. ภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุล จงถือให้ตลอดชีวิต รับคฤหบดีจีวรมีโทษ
๔. ภิกษุผู้ถืออยู่โคนต้นไม้ จงถือให้ตลอดชีวิต เข้าท ีมุงมีโทษ
๕. ภิกษุจงอย่าฉันปลาฉันเนื อ ตลอดชีวิต ฉันมีโทษ ฯ
๖.๒ อาการที สงฆ์จะแตกกันในคัมภีร์บริวารท่านกล่าวไว้ ๕ ประการ คือ
๑. ด้วยกรรม ได้แก่ทำสังฆกรรม
๒. ด้วยอุทเทส ได้แก่สวดประปาฏิโมกข์
๓. ด้วยโวหาร ได้แก่ตั งญัตติ
๔. ด้วยอนุสาวนา ได้แก่ประกาศด้วยกรรมวาจา
๕. ด้วยการให้จับสลาก ได้แก่ให้ลงคะแนนชี ขาด
๗. ๗.๑ การลาสิกขา คือการปฏิญญาตนเป็นผู้อื นจากภิกษุ ต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วสละเพศภิกษุ
เสียและถือเอาเพศท ีตนปฏิญญานั น ท่านอนุญาตให้ปฏิญญาต่อหน้าคนอ ืนท ีมิใช่ภิกษุได้ด้วย
๗.๒ คำปฏิญญาลาสิกขา มีขอบเขตท ีควรกล่าวอ้างถึง ดังนี
๑. ลาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา วินัย ปาติโมกข์ อุทเทศ อุปัชฌายะ อาจารย์
ลัทธิวิหาริก อันเตวาสิก สมานุปัชฌายะ (ผู้ร่วมอุปัชฌาย์) สมานาจริยกะ (ผู้ร่วม
อาจารย์) สพรหมจารี ทั งนี การบอกลาสิกขา วินัย ปาติโมกข์ อุทเทส ย่อมสำเร็จ
ความเข้าใจว่าลาจากความเป็นภิกษุ นอกนั นถือเป็นส่วนประกอบได้
๒. ปฏิญญาตนเป็นคฤหัสถ์ อุบาสก อารามิก สามเณร เดียรถีย์ หรือสาวกเดียรถีย์
อย่างใดอย่างหนึ ง
๓. ปฏิเสธความเป็นสมณะสักยปุตติยะ
๔. แสดงความไม่ต้องการหรือไม่เกี ยวข้องด้วยวัตถุที เป็นขอบเขตลา (ที กล่าวในข้อ ๑)
อย่างใดอย่างหนึ ง ฯ
๘. ๘.๑ นาสนา แปลว่า ทำให้ฉิบหายเสีย หมายถึงการบังคับผู้ไม่ควรถือเพศให้ละเพศเสีย
นาสนามี ๓ จำพวก คือ ๑. ลิงคนาสนา ให้ฉิบหายจากเพศ
๒. สัมโภคนาสนา ให้ฉิบหายจากการกินร่วม
๓. สังวาสนาสนา ให้ฉิบหายจากสังวาส (คือการอยู่ร่วมกัน)
๘.๒ ผู้ควรถูกนาสนามี ๓ จำพวก คือ
๑. ภิกษุต้องอันติมวัตถุแล้ว ยังปฏิญญาตนเป็นภิกษุอยู่
๒. บุคคลท ีอุปสมบทไม่ขึ น แต่ได้รับการอุปสมบทจากสงฆ์
๓. สามเณรผู้ประพฤติผิดมีองค์ ๑๐ ฯ
๙. ๙.๑ ทัณฑกรรม คือ การลงโทษสามเณรท ีมีความผิดอย่างเบาไม่ถึงขั นนาสนา เช่น การกักบริเวณ
(ห้ามเข้า หรือห้ามอออกบริเวณท ีกำหนด) หรือให้ทำงาน มีตักน ำขนฟืน ขนทราย เป็นต้น
เพื อให้เข็ดหลาบ
๙.๒ ทรงอนุญาตให้ลงทัณฑกรรมแก่สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์อันเป็นโทษ ๕ ประการ คือ
๑. ขวนขวายเพ ือไม่ใช่ลาภแห่งภิกษุทั งหลาย ๔. ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั งหลาย
๒. ขวนขวายเพ ือไม่ใช่ประโยชน์แห่งภิกษุทั งหลาย ๕. ยุยงภิกษุทั งหลายให้แตกกัน
๓. ขวนขวายเพ ืออยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั งหลาย
๑๐. ๑๐.๑ ทัณฑกรรมได้แก่การลงโทษสามเณรที มีความผิดชนิดเบา เช่น กักบริเวณ ให้กวาดลานวัด
เป็นต้น เพื อให้เข็ดหลาบ พรหมทัณฑ์ได้แก่การลงโทษอย่างสูง เช่นอปโลกน์สงฆ์ไม่ให้ว่า
กล่าวตักเรือน ปล่อยให้ปรากฏด้วยกรรมของตนเอง
๑๐.๒ ประณาม แปลว่าการผลักออก ได้แก่ การตัดผู้ประพฤติมิชอบ ไม่คบหาสมาคมด้วย มีวิธีทำ
คือ การประณามนั นทรงอนุญาตให้ทำแก่สหธรรมิกก็มี แก่คฤหัสถ์ก็มี ให้ทำเป็นการสงฆ์ก็มี
กล่าวคือ การลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุเพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ละทิฏฐิบาป หรือการลง
พรหมทัณฑ์ด้วยอปโลกนกรรม ถือว่าเป็นการประณามภิกษุเป็นการสงฆ์ การควำ บาตรแก่
อุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์โทษ ๘ อย่าง ถือว่าเป็นการประณามคฤหัสถ์เป็นการสงฆ์
สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ผู้ประกอบด้วยอังค์อันเป็นโทษ ทรงอนุญาตให้อุปัชฌาย์และ
อาจารย์ประณามเป็นการบุคคล ฯ



















อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ปัญหาธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก

ปัญหาธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
ปรมัตถปฏิปทา
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
******************
๑. ๑.๑. นิพพิทาคืออะไร ? ๒๕๔๓
๑.๒. ปฏิปทาเคร ืองดำเนินให้ถึงนิพพิทานั!นอย่างไร ? ๒๕๔๓
๒. ๒.๑. บุคคลจะสำรวมจิตอย่างไรบ้าง จึงจะพ้นบ่วงแห่งมาร ? ๒๕๔๑
๒๒. ในอุทเทสแห่งนิพพิทา ที ว่า ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ อะไรคือเครื องข้อง ? ๒๕๔๑
๓. ๓.๑. สังขาร ในอธิบายแห่งปฏิปทาแห่งนิพพิทา ได้แก่อะไร ? ๒๕๔๐
๓.๒. จะพึงกำหนดรู้สังขารนั!นโดยความเป็นอนัตตา ด้วยอาการอย่างไร ? ๒๕๔๐
๔. ๔.๑. อนิจฺจํ ความไม่เที ยง และนิจฺจํ ความเที ยง ปรากฏที ไหน ? ๒๕๓๙
๔.๒. อนิจจลักษณะ ได้ในพระบาลีและแปลว่าอย่างไร ? ๒๕๓๙
๕. ๕.๑. นิโรธศัพท์เป็นกิริยาสามัญหมายเอาอะไร เหมือนนิโรธในบาลีไหน ? ๒๕๓๙
๕.๒. นิโรธศัพท์ ในอัคคัปปสาทสูตร หมายเอาดับอะไร เหมือนนิโรธในบาลีไหน ? ๒๕๓๙
๖. ๖.๑. ความเมา ในบาลีว่า มทนิมฺมทโน หมายเอาอะไร ? ๒๕๓๘
๖.๒. วัฏฏะในบาลีว่า วฏฺฏูปจฺเฉโท หมายเอาอะไร ? (ตอบเฉพาะในภพเดียว) ๒๕๓๘
๗. ๗.๑. วิมุตติในบาลีกับในอรรถกถา แสดงต่างกันอย่างไร ? ๒๕๔๒
๗.๒. วิมุตติในบาลีมีอธิบายอย่างไร ? ๒๕๔๒
๘. ๘.๑. การพิจารณาแลเห็นสังขารโดยไตรลักษณ์ จัดเป็นวิสุทธิอะไร ? ๒๕๔๔
๘.๒. จงจัดวิสุทธิ ๗ ลงในไตรสิกขา ? ๒๕๔๔
๙. ๙.๑. สันติแปลว่าอะไร มีปฏิปทาที จะดำเนินอย่างไร ? ๒๕๔๓
๙.๒. สันติเป็นโลกิยะ หรือโลกุตตระ ? ๒๕๔๓
๑๐. ๑๐.๑. นิพพานมีกี อย่าง ต่างกันอย่างไร ? ๒๕๓๘
๑๐.๒. จะปฏิบัติอย่างไรจะให้ใกล้พระนิพพาน ? ๒๕๓๘
******************
เฉลยธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
ปรมัตถปฏิปทา
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
******************
๑. ๑.๑. นิพพิทา คือความหน่ายในทุกข์ฯ
๑.๒. อย่างนี!คือ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั!งหลายทั!งปวงไม่เท ียงเป็นทุกข์ ธรรมทั!งหลายทั!ง
ปวงเป็นอนัตตา ย่อมเกิดนิพพิทา เบ ือหน่ายในทุกขขันธ์ ไม่เพลิดเพลินยึดมัน หมกมุ่นอยู่ในสังขาร
อันยั วยวนเสน่หา
๒. ๒.๑. ๑. สำรวมอินทรีย์ มิให้ความยินดีและความยินร้ายครอบงำในเมื อเห็นรูปเป็นต้น
๒. มนสิการกัมมัฏฐาน อันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันท์ คือ อสุภะ กายคตาสติ หรือมรณัสสติ ใน
เมื อเห็นรูปเป็นต้น
๓. เจริญวิปัสสนา สันนิษฐานเห็นเป็นสภาพไม่เที ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
๒.๒. ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ทั!ง ๕ นี! เป็นเคร ืองข้อง ฯ
๓. ๓.๑. ได้แก่สภาพอันธรรมดาแต่งขึ!น โดยตรงได้แก่เบญจขันธ์ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
คุมกันเข้าเป็นกายกับใจ
๓.๒. พึงกำหนดรู้สังขารนั!น โดยความเป็นอนัตตาด้วยอาการเหล่านี! คือ
๑. ด้วยไม่อยู่ในอำนาจ หรือด้วยฝืนความปรารถนา
๒. ด้วยแย้งต่ออัตตา
๓. ด้วยความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้
๔. ด้วยความเป็นสภาพสูญหายไป
๕. ด้วยความเป็นสภาวธรรมเป็นไปตามเหตุปัจจัย
๔. ๔.๑. อนิจจัง ปรากฏที สังขาร คือนาม-รูปที ปัจจัยปรุงแต่ง นิจจังปรากฏที วิสังขาร คือนิพพานธรรมชาติ
ที ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง
๔.๒. ได้ในพระบาลีว่า อุปฺปชฺชติ เจว เวติ จ อIฺญถา จ ภวติ ย่อมเกิดขึ!นด้วย ย่อมเส ือมสิ!นด้วย ย่อมเป็น
อย่างอื นด้วย ฯ
๕. ๕.๑. เป็นกิริยาสามัญ หมายเอาความดับแห่งธรรมที มีเหตุเป็นแดนเกิด ได้ในบาลีว่า เตสIฺจ โย นิโรโธ
จ ฯ และ ยงฺกิIฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ฯ
๕.๒. หมายเอาดับทุกข์อันเนื องมาจากตัญหา ฯ เหมือนในบาลีนิเทศแห่งทุกนิโรธ อริยสัจฯ
๖. ๖.๑. หมายเอา ความเมาในอารมณ์ ยัว ยวนให้เกิดความเมาทุกประการ เมาในสมบัติแห่งชาติ สกุล
อิสริยะและบริวาร เมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เมาในเยาว์วัย ในความไม่มีโรค และในชีวิต
๖.๒. หมายเอา ความเวียนด้วยอำนาจกิเลศ กรรม และวิบาก เฉพาะภพเดียว กิเลสเป็นปัจจัยให้ทำกรรม
กรรมย่อมอำนวยวิบากดีหรือชัว เสวยวิบากแล้วกิเลสย่อมเกิดอีก
๗. ๗.๑. ต่างกันดังนี! ในบาลีแสดงวิมุตติไว้ ๒ อย่าง คือเจโตวิมุตติ ๑ ปัญญาวิมุตติ ๑ ส่วนในอรรถกถา
แสดงวิมุตติไว้ ๕ อย่าง คือตทังควิมุตติ ๑ วิกขัมภวิมุตติ ๑ สมุจเฉทวิมุตติ ๑ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ๑
นิสสรณวิมุตติ๑
๗.๒. มีอธิบายว่า เจโตวิมุตติ ได้แก่ปฏิปทาแห่งพระอรหันต์ผู้สำเร็จอริยมรรคด้วยบำเพ็ญ สมถภาวนา
และวิปัสสนาภาวนาโดยลำดับ ปัญญาวิมุตติ ได้แก่ปฏิปทาแห่งพระอรหันต์ผู้สำเร็จอริยมรรค ด้วย
ลำพังเจริญวิปัสสนาอย่างเดียว
๘. ๘.๑. จัดเป็นทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งความเห็น ฯ
๘.๒. ๑) สีลวิสุทธิ จัดเป็นศีล
๒) จิตตวิสุทธิ จัดเป็นสมาธิ
๓) ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัส
สนวิสุทธิ จัดเป็นปัญญา
๙. ๙.๑. สันติแปลว่า ความสงบ มีปฏิปทาที จะดำเนินคือปฏิบัติสงบกาย วาจา ใจ จากโทษเวรภัย
ละโลกามิส คือเบญจกามคุณ มีสันติเป็นวิหารธรรม
๙.๒. สันติเป็นได้ทั!งโลกิยะ และโลกุตตระ
๑๐. ๑๐.๑. นิพพานมี ๒ อย่าง คือ สอุปาทิเสสนิพพาน ๑ อนุปาทิเสสนิพพาน ๑ สอุปาทิเสสนิพพาน หมายเอา
อาการดับกิเลส แต่ขันธ์ยังทรงอยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน หมายเอาอาการดับขันธ์ของท่านผู้ปราศจาก
กิเลส
๑๐.๒. ปฏิบัติตามพระพุทธภาษิตว่า “ภิกษุผู้ยินดี ไม่ประมาทแล้ว หรือเห็นภัยในความไม่ประมาทโดย
ปกติ ย่อมเป็นผู้ไม่พอเพื อเสื อมรอบ ย่อมปฏิบัติใกล้พระนิพพานเทียว”
******************

ปัญหาธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
ส่วนสังสารวัฏ
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
************************
๑. ๑.๑ ในส่วนสังสารวัฏ สัตวโลกตายแล้วมีคติเป็นอย่างไร ? ๒๕๔๔
๑.๒ ในข้อ ๑.๑ นั!นมีอุทเทสบาลีแสดงไว้อย่างไร ? ๒๕๔๔
๒. ๒.๑ สวรรค์ชั!นท(ีเท่าไร และมีช(ือว่าอะไร เป็นท(ีอยู่ของพระโพธิสัตว์ และนัก
สร้างบารมีทั!งหลาย ?
๒.๒ ทุคติส่วนมากมีเท่าไร บอกมาให้ครบ ? ๒๕๔๑
๓. ๓.๑ สังสารวัฏได้แก่อะไร มีอะไรเป็นเบื!องต้น ท่ามกลาง และท(ีสุด ? ๒๕๓๘
๓.๒ อุทเทสว่า “เมื อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้” ก็
สุคตินั!นคืออะไร มีประเภทอย่างไรบ้าง ? ๒๕๒๔
๔. ๔.๑ พระอรรถกถาจารย์ อธิบายคำว่า ทุคติ วินิบาต และอบายไว้อย่างไร
จงแสดง ? ๒๕๐๑
๔.๒ อุปกิเลส มีอยู่ก(ีข้อ จงเขียนมาสัก ๕ ข้อ ?
๕. ๕.๑ อบาย แปลว่าอะไร ?
๕.๒ ในอรรถกถา แจกไว้กี(อย่าง มีอะไรบ้าง ?
๖. ๖.๑ สวรรค์แปลว่าอะไร มีก(ีชั!น ?
๖.๒ สวรรค์แต่ละชั!นช(ือว่าอะไรบ้าง ?
๗ ๗.๑ สวรรค์ชั!นแรกมีใครเป็นผู้ปกครอง ?
๗.๒ ผู้ปกครองแต่ละทิศชื(อว่าอะไรบ้าง ?
๘. ๘.๑ มหานรก แปลว่าอะไร มีทั!งหมดก(ีขุม แต่ละขุมช(ือว่าอะไร ?
๘.๒ เปรตที(กล่าวไว้ในปกรณ์ต่างๆ มีกี(ชนิดอะไรบ้าง ?
๙. ๙.๑ นรกขุมที( ๑ นายนิรยบาลมีวิธีการลงโทษสัตว์นรกอย่างไร ?
๙.๒ ทำกรรมอะไรไว้ในสมัยเป็นมนุษย์จึงไปบังเกิดในนรกขุมที( ๑ ?
๑๐. ๑๐.๑ ในพาลบัณฑิตสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ แสดงสัตว์ดิรัจฉานไว้
๕ ประเภท มีอะไรบ้าง ?
๑๐.๒ นรกขุมท(ี ๘ ช(ือว่าอะไร ทำกรรมอะไรไว้จึงไปบังเกิดในท(ีนั!น ?
เฉลยธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
ส่วนสังสารวัฏ
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
************************
๑. ๑.๑ สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็น ๒ คือสุคติและทุคติ
๑.๒ มีอุทเทสบาลีแสดงว่า
จิตฺเต สงฺกิลิฏเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา จิตฺเต อสงฺกิลิฏเฐ สุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื'อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง เมื'อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
๒. ๒.๑ สวรรค์ชั-นท'ี ๔ ช'ือว่าดุสิต เป็นท'ีอยู่ของพระโพธิสัตว์และนักสร้างบารมีทั-งหลาย
๒.๒ ทุคติ ส่วนมากมี ๔ คือ อบาย ทุคติ วินิบาต นิรยะ
๓. ๓.๑ สังสารวัฏได้แก่ความหมุนเวียนไปด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก มีอวิชชาเป็นเบื-องต้น มี
ทุกข์ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะเป็นท่ามกลาง มีพระนิพพานเป็นที'สุด
๓.๒ สุคติ คือภูมิเป็นที'ไปข้างดี มีประเภทเป็น ๒ ในบางสูตรโดยมากเรียกว่า สุคติ๑ โลก
สวรรค์๑
๔. ๔.๑ พระอรรถกถาท่านอธิบายไว้ว่า ทุคติ วินิบาต ได้แก่อสุรกาย อบายได้แก่ติรัจฉานโยนิ
๔.๒ อุปกิเลสมีอยู่ ๑๖ ข้อ คือ
๑.อภิชฌาวิสมโลภะ ความอยากไม่สมํ'าเสมอ ๒.โทสะ ความร้ายกาจ
๓.โกธะ ความโกรธ ๔.อุปนาหะ ผูกโกรธไว้
๕.มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ๖.ปลาสะ ตีเสมอท่าน
๗.อิสสา ความริษยา ๘.มัฉริยะ ความตระหนี'
๙.มายา มารยาคือเจ้าเล่ห์ ๑๐.สาเถยยะ โอ้อวด
๑๑.ถัมภะ หัวดื-อ ๑๒.สารัมภะ แข่งดี
๑๓.มานะ ถือตัว ๑๔.อติมานะ ดูหมิ'นท่าน
๑๕.มทะ มัวเมา ๑๖.ปมาทะ เล่นล่อ
๕. ๕.๑ อบายแปลว่า โลกที'ปราศจาความเจริญ
๕.๒ ในอรรพกถาแจกเป็น ๔ อย่างคือ นิรยะ๑ ดิรัจฉานโยนิ๑ ปิตติวิสยะ๑ อสุรกายคือ
จำพวกยักษ์ ที'เรียกว่าอสูร
๖. ๖.๑ สวรรค์ แปลว่า โลกเป็นท'ีไปดี หรือโลกท'ีมีอารมณ์ดี หมายเอาเทวโลกชั-นตํ'าท'ีเป็น
กามาวจรมีทั-งหมด ๖ ชั-นด้วยกัน
๖.๒ ๑.ชั-นจาตุมหาราช ๒.ชั-นดาวดึงส์
๓.ชั-นยามา ๔.ชั-นดุสิต
๕.ชั-นนิมมานรดี ๖.ชั-นปรนิมมิตสวัตตี
๗. ๗.๑ สวรรค์ชั-นแรกมีท้าวจตุโลกบาล หรือท้าวมหาราชทั-ง ๔ เป็นผู้ปกครอง
๗.๒ ท้าวธตรฐมหาราช ปกครองทิศตะวันออก
ท้าววิรุฬหกมหาราช ปกครองทิศใต้
ท้าววิรูปักข์มหาราช ปกครองตะวันตก
ท้าวกุเวรมหาราช ปกครองเหนือ
๘. ๘.๑ มหานรกแปลว่านรกใหญ่ ได้แก่ดินแดนท'ีปราศจากความเจริญมี ทั-งหมด ๘ ขุม คือ
๑.สัญชีวมหานรก ๒.กาฬสุตตมหานรก ๓.สังฆาตมหานรก
๔.โรรุวมหานรก ๕.มหาโรรุวมหานรก ๖.ตาปมหานรก
๗.มหาตาปมหานรก ๘.อเวจีมหานรก
๘.๒ เปรตที'กล่าวถึงในกรณ์ต่างๆ เมื'อประมวลกล่าวแล้วก็ได้ ๔ ชนิดคือ
๑.ชนิดรูปร่างไม่สมประกอบ ซุบผอมอดโซ
๒.ชนิดรูปร่างพิการ เช่น กายเป็นอย่างของมนุษย์แต่ศีรษะเป็นอย่างสัตว์ดิรัจฉาน
เช่น เป็นกาบ้าง เป็นสุกรบ้าง เป็นงูบ้าง
๓.ชนิดรูปร่างพิกล เสวยกรรอยู่ตามลำพัง ด้วยอำนาจบาปกรรม
๔.ชนิดรูปร่างเหมือนมนุษย์ปกติ แม้เป็นผู้ต้องเสวยกรรมก็มี วิมานอยู่แต่เวลา
กลางคืนต้องออกจากวิมานไปเสวยกรรมจนกว่าจะรุ่ง เรียกว่า เวมานิกเปรต
๙. ๙.๑ สัญชีวมหานรก ในนรกนี-มีนายนิรยบาล ถือศัตราวุธต่างๆ เช่น มีด พร้า ขวาน
อันคมกริบ เป็นต้น คอยสับฟันนิ'มแทงทุบตีแล่เนื-อเถือหนังสัตว์สัตว์นรก ทำให้เหลือแต่
กระดูก เหมือนคนถากเปลือกไม้เหลือแต่แก่นไว้ให้ได้รับทุกขเวทนาหนัก
๙.๒ บาป หรือ อกุศลกรรมท'ีสัตว์นรกเหล่านั-นกระทำไว้ เม'ือครั-งเป็นมนุษย์คือ ได้ฆ่าสัตว์
ทรมานสัตว์ให้ได้รับทุกขเวทนา ด้วยตนเองบ้าง ให้คนอื'นทำแทนตนเองบ้าง บางคนเป็น
เจ้านาย ข้าราชการ เจ้าพนักงาน ขาดความยุติธรรม ไม่มีศีลธรรมชอบกดขี'ข่มเหงชาวบ้าน
ชอบรุกรานเอาที'บ้านเรือน ไร่นา ตลอดจนที'วัด ทำให้คนอื'นได้รับทุกข์ทรมาน
๑๐. ๑๐.๑ ในพาลบัณฑิลสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ได้แสดงสัตว์ดิรัจฉานไว้ ๕ ประเภท
คือ ๑.ติณภักขา จำพวกมีหญ้าเป็นอาหารมี ม้า โค ลา แพะ เป็นต้น่
๒.คูถภักขา จำพวกมีคูถเป็นอาหาร มี ไก่ สุกร สุนัข เป็นต้น
๓.จำพวกเกิด แก่ ตายในท'ีมืด มีตักJ แตน บุ้ง ไส้เดือน เป็นต้น
๔.จำพวกเกิด แก่ ตาย ในน-ำมี ปลา เต่า เป็นต้น
๕.จำพวกเกิด แก่ ตายในของโสโครก มีหนอน เป็นต้น
๑๐.๒. นรกขุมท'ี ๘ ช'ือว่าอเวจีนรก เม'ือเป็นมนุษย์อยู่นั-น ได้ทำอกุศลกรรมไว้มาก คือ ได้ทำ
อนันตริยกรรม ๕ อย่าง คือ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนทำให้
พระโลหิตห้อและยุยงให้สงฆ์แตกกันเหล่านี- อย่างใดอย่างหนึ'ง บางพวกทำบาปมีด'ืมสุรา
และเมรัยเป็นต้น เป็นอาจิณ บางพวกประทุษร้ายต่อท่านผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา ประทุษร้ายต่อ
พระอริยบุคคลเป็นคนมีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้นจึงส่งผลให้บังเกิดในอเวจีมหานรก

ปัญหาธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
สมถกัมมัฏฐาน
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*********************
๑. ๑.๑ คนโทสจริต มีอุปนิสัยเป็นอย่างไร จะแก้ด้วยการเจริญกัมมัฏฐานบทใด ? ๒๕๔๔
๑.๒ การท)ีท่านสอนให้เจริญเมตตาในตนก่อนแล้ว จึงแผ่ไปในชนอ)ืนนัน0 มีเหตุ
ผลอย่างไร ? ๒๕๔๔
๒. ๒.๑ สมถภาวนา เป็นอุบายสงบระงับจิตอย่างไร ? ๒๕๔๓
๒.๒ คนที)มีจิตมักลืมหลง สติไม่มั)นคงควรเจริญกัมมัฏฐานบทใด ? ๒๕๔๓
๓. ๓.๑ ผู้จะเจริญภายคตาสติกัมมัฏฐานพึงกำหนดอะไร ? ๒๕๔๓
๓.๒ เพราะเหตุใด ตจปัญจกัมมัฏฐาน ท่านจึงเรียกว่า มูลกัมมัฏฐาน ? ๒๕๔๓
๔. ๔.๑ ส)ิงท)ีคำ0 จุนกายให้สำเร็จกิจ มีสน)ั ไหว ลุก ยืนนง)ั นอนเป็ นต้น จัดเป็ น
ธาตุอะไร ?๒๕๔๒
๔.๒ ส)ิงนัน0 มีอาการอย่างไรบ้าง ? ๒๕๔๒
๕. ๕.๑ พรหมวิหารทัง0 ๔เม)ือเจริญภาวนาถึงท)ีแล้ว มีอานุภาพอำนวยผลเหมือนกัน
หรือต่างกันอย่างไร ? ๒๕๔๒
๕.๒ กรรมฐานอะไรบ้าง ท)ีทำให้ผู้ปฏิบัติสำเร็จแต่เพียงอุปจารภาวนาเท่านัน0 ?๒๕๔๒
๖. ๖.๑ คนมีราคจริต ควรที)ภาวนาอารมณ์ กัมมัฏฐานอะไรบ้าง ? ๒๕๔๑
๖.๒ พระอริยบุคคลทรงไว้ซึ)งคุณธรรมอะไรบ้าง จึงชื)อว่าถือเอาแก่นสารคุณอัน
ประเสริฐแห่งกายนี 0? ๒๕๔๑
๗. ๗.๑ ปฐมฌานมีองค์ ๕ คืออะไรบ้าง ? ๒๕๔๑
๗.๒ เหตุใดสมาธิในกายคตาสติ จึงเป็นแต่เพียงอุปจาร ? ๒๕๔๑
๘. ๘.๑ พุทธานุสสติ จตุธาตุววัตถาน กายคตาสติ เมตตา กสิณ กัมมัฏฐาน
ทัง0 ๕ ข้อนี 0 เป็นคู่ปรับกับนิวรณ์ ๕ ข้อใดบ้าง จงบอกมดู ? ๒๕๔๐
๘.๒ วรรณกสิน มีกี)อย่าง อะไรบ้าง ? ๒๕๔๐
๙. ๙.๑ เจริญมรณัสสติอย่างไร จึงจะแยบคาย ? ๒๕๔๓
๙.๒ สมถะ กับ วิปัสสนา ให้ผลต่างกันอย่างไร ? ๒๕๔๓
๑๐. ๑๐.๑ ในนวสีวถิกาบรรพ เมื)อสรีระตายไปแล้ว ๒-๓ วัน พึงพิจารณาอย่างไร ? ๒๕๔๒
๑๐.๒. สมาบัติในพระพุทธศาสนาว่าโดยประเภทเป็น ๒ อย่าง คืออะไร เกิดแก่
บุคคลใดได้บ้าง ? ๒๕๔๑
--------------------------------------------------
เฉลยธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
สมถกัมมัฏฐาน
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*******************************
๑. ๑.๑ คนที)มีจิตมักฉุนเฉียวโกรธง่ายๆ สันดานหนักไปในโทสะ มักก่อทุกโทมนัส
ให้แก่คนอื)นจัดเป็นคนโทสจริต มีโทสะเป็นเครื)องประพฤติเป็นปกติของตัว
ควรเจริญกัมมัฏฐาน ๘ ประการ คือวัณณกสิณ ๔ กับพรหมวิหาร ๘
๑.๒ มีเหตุผลดังนี 0 คือ จะได้ทำตนให้เป็นพยานว่า ตนนีอ0 ยากได้แต่ความสุข
เกลียดความทุกข์ และภัยต่างๆฉันใด สัตว์ทัง0 หลายอ)ืนๆ ก็อยากได้สุข
เกลียดชังทุกข์ และภัยต่างๆ ฉันนัน0 เม)ือเห็นดังนีแ0 ล้วจิตก็ปรารถนาให้สัตว์
ทัง0 สิน0 มีความสุขความเจริญ
๒. ๒.๑ สมถภาวนา เป็ นอุบายเคร)ืองสำรวมปิดกัน0 นิวรณ์อุปกิเลส มิให้เกิดครองำ
จิตสันดานได้ ดังบุคคลปิดทำนบกัน0 นำ0 ไว้มิให้ไหลฉะนัน0 และเป็ นอุบาย
ข่มข)ีสะกดจิตไว้มิให้ดิน0 รนฟุ้งซ่านดังนายสารถีฝึ กม้าให้เรียบร้อย ควรเป็น
ราชพาหนะได้ฉะนัน0
๒.๒ ควรเจริญอานาปานัสสติ เพราะอานาปานัสสติกัมมัฏฐานนีเ0ป็นท)ีสบาย
ของคนที)เป็นโมหจริต
๓. ๓.๑พึงกำหนดพิจารณากายเป็นท)ีปะชุมแห่งส่วนน่าเกลียดข้างบนตัง0 แต่พืน0 เท้า
ขึน0 มา ข้างล่างตัง0 แต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยชอบ ให้เห็นว่าเต็ม
ไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
๓.๒ ท)ีเรียกว่ามูลกัมมัฏฐานนัน0 เพราะเป็นกัมมัฏฐานเดิมท)ีกุลบุตรผู้มบรรพชา
ย่อมได้รับสอนกัมมัฏฐานนีไ0 ว้ก่อนจากอุปัชฌาย์ เหมือนดังได้รับมอบศัสตราวุธ
ไว้สำหรับต่อสู้ข้าศึก คือกามฉันท์อันจะทำอันตรายแก่พรหมจรรย์
๔. ๔.๑ จัดเป็นธาตุลม
๔.๒ มีอาการ ๖ คือ ลมพัดขึน0 เบือ0 งบน ๑ ลมพัดลงเบือ0 งต)ำ ๑ ลมพัดอยู่ใน
ท้องนอกไส้ ๑ ลมพัดอยู่ในกายภายในไส้ใหญ่ ๑ ลมพัดทว)ั ไปในองคาพยพใหญ่
น้อย ๑ ลมหายใจเข้าหายใจออก ๑
๕. ๕.๑ ต่างกันคือ พรหมวิหาร ๓ ข้างต้น คือ เมตตา กรุณา มุทิตา มีอานุภาพ
ให้สำเร็จรูปฌานทัง0 ๔ ส่วนอุเบกขาภาวนามีพิเศษสำเร็จปัญจมฌานด้วย
๕.๒ กรรมฐานที)ให้สำเร็จแต่อุปจารภาวนา มี ๑๐ ประการ คือ พุทธานุสสติ
ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อุปสมา
นุสสติ มรณัสสติ อาหารปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถานะ
๖. ๖.๑ คนมีราคจริต ควรเจริญอารมณ์กัมมัฏฐาน ๑๑ อย่าง คือ อสุภะ ๑๐
และกายคตาสติ
๖.๒ พระอริยบุคคลทรงไว้ซึ)งคุณธรรม ๕ อย่าง คือ ศรัทธา ศีล จาคะ สุตะ
และปัญญา
๗. ๗.๑ ปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
๗.๒ เพราะเป็นเหตุให้จิตท่องเท)ียวอยู่ ไม่แน่วแน่ลงแท้
๘. ๘.๑ พุทธานุสสติ เป็ นคู่ปรับกับ ถีนมิทธะ จตุธาตุววัตถาน เป็นคู่ปรับกับ
วิจิกิจฉา กายคตาสติ เป็นคู่ปรับกับกามฉันท์ เมตตา เป็ นคู่ปรับกับ
พยาบาท กสิณ เป็ นคู่ปรับกับอุจธัจจกุกกุจจะ
๘.๒ วรรณกสิณมี ๔ คือ ๑ โอทาตกสิณ สีขาว ๒. ปีตกสิณ สีเหลือง ๓. โลหิต
กสิณ สีแดง ๔. นีลกสิณ สีเขียว
๙. ๙.๑ เจริญพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ สติ ระลึกถึงความตาย ๑ ญาณ รู้ว่าความ
ตามจักมีแก่ตน ๑ เกิดสลดสังเวชใจ ๑ เจริญอย่างนีจ0 ึงจะแยบคาย
๙.๒ สมถะ ให้ผลอย่างตํ)า ทำให้ระงับนิวรณ์บางอย่างได้ อย่างสูง ทำให้เข้าถึง
ฌานต่างๆได้ ส่วนวิปัสสนา ให้ผลอย่างตํ)า ทำให้ได้ปัญญาเห็นสัจธรรม
อย่างสูงทำให้ได้บรรลุอริยผล พ้นจากสังสารทุกข์
๑๐. ๑๐.๑พึงน้อมเข้ามาสู่กายนีว0 ่า แม้กายเรานีเ0ล่าก็มีเป็นอย่างนีธ0 รรมดา จักเป็น
อย่างนี 0จักไม่ล่วงความเป็นอย่างนีไ0 ปเลย
๑๐.๒ สมาบัติมี ๒ อย่าง คือ ผลสมาบัติ กับนิโรธสมาบัติ ผลสมาบัติย่อมทั)ว
ไปแก่พระอริยบุคคลท)ีได้ สมาบัติทัง0 สิน0 นิโรธสมาบัติมีเฉพาะแก่พระ
อนาคามีและพระอรหันต์ท)ีได้สมาบัติ ๘ เท่านัน0
---------------------------------

ปัญหาธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
วิปัสสนากัมมัฏฐาน
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*********************
๑. ๑.๑ ผู้เจริญสติปัฏฐานต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ? ๒๕๔๔
๑.๒ ผู้เจริญสติปัฏฐานสมบูรณ์เต็มท%ีแล้ว จะได้รับอานิสงส์เช่นใด ? ๒๕๔๔
๒. ๒.๑ การพิจารณากองลมหายใจเข้าออก เพียงแต่รู้ว่าสัน2 ดังนี 2 จัดเป็นสติปัฏฐาน
ข้อไหน ?๒๕๔๔
๒.๒ ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัวข้อธรรมท%ีจะนำมาพิจารณานัน2 มีอะไร
บ้าง ? ๒๕๔๔
๓. ๓.๑ การบำเพ็ญปัญญาให้เกิดขึน2 ในจิตนัน2 ผู้เจริญวิปัสสนา พึงรู้ฐานะทัง2 ๖
ก่อนก็ฐานะทัง2 ๖ นัน2 คืออะไร ? ๒๕๔๒
๓.๒ เพราะเหตุไรผู้เจริญวิปัสสนา จึงต้องมีศีลและจิตบริสุทธิ:เป็นเบือ2 งต้น
ก่อน ? ๒๕๔๒
๔ ๔.๑ คิริมานนทสูตรใครแสดง ใครฟัง ใครได้ผลอะไร ? ๒๕๔๒
๔.๒ ปหานสัญญา สอนให้ละกิเลสข้อไหน ? ๒๕๔๒
๕. ๕.๑ วิปัสสนาญาณ มีอานิสงส์อย่างไรบ้าง ? ๒๕๔๑
๕.๒ วิปัลลาส คือความเจ้าใจผิด มีกี%อย่าง บอกมาให้ครบ ๒๕๔๑
๖. ๖.๑ สิ%งที%เป็นรากเหง้าของวิปัสสนามีกี%อย่าง อะไรบ้าง ? ๒๕๔๐
๖.๒ สิ%งที%จัดเป็นตัวของวิปัสสนามี%กี%อย่าง อะไรบ้าง ? ๒๕๔๐
๗. ๗.๑ ฆนสัญญาคืออะไร ? ๒๕๔๐
๗.๒ พิจารณาอย่างไรจึงถอนเสียได้ซึ%งฆนสัญญา ? ๒๕๔๐
๘. ๘.๑ คิริมานนทสูตร ข้อ ๓ ใจความว่าอย่างไร ? ๒๕๔๐
๘.๒ คิริมานนทสูตร ข้อ ๔ ใจความว่าอย่างไร ? ๒๕๓๙
๙. ๙.๑ อะไรเป็นลักษณะของวิปัสสนา ? ๒๕๔๐
๙.๒ อะไรเป็นกิจเป็นคุณของวิปัสสนา ? ๒๕๔๐
๑๐. ๑๐.๑ วิปัลลาส กล่าวด้วยอำนาจจิตเจตสิกซึ%งวิปริตผิดไป มีกี%ประการ อะไร
บ้าง ?๒๕๔๒
๑๐.๒ ไตรลักษณ์ท%ีว่าเห็นได้โดยยากนัน2 เพราะเหตุไร ? ๒๕๔๒
-------------------------------
เฉลยธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
วิปัสสนากัมมัฏฐาน
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
**********************
๑. ๑.๑ ต้องมีคุณสมบัติดังนี 2
๑.อาตาปี มีความเพียรแผดเผากิเลส
๒.สมปชาโน มีสัมปชัญญะ
๓.สติมา มีสติ
๑.๒ ได้รับอานิสงส์ ๕ ประการดังนี 2
๑.ได้ความบริสุทธิ:
๒.ได้ข้ามพ้นโลภะ และปริเทวะ
๓.ได้ความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส
๔.ได้บรรลุธรรมที%ถูก
๕.ได้ทำให้แจ้งพระนิพพาน
๒. ๒.๑ จัดเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๒.๒ มี นิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔
๓. ๓.๑ ฐานะทัง2 ๖ คือ
๑.อนิจจะ ของไม่เที%ยง
๒.อนิจจลักษณะ เครื%องหมายที%จะให้กำหนดว่าไม่เที%ยง
๓.ทุกขะ ของที%สัตว์ทยาก
๔.ทุกขลักษณะ เครื%องหมายที%จะให้กำหนดว่าเป็นทุกข์
๕.อนัตตา สภาวะมิใช่ตัวมิใช่ตน
๖.อนัตตลักขณะ เคร%ืองหมายท%ีจะให้กำหนดรู้ว่าเป็นอนัตตา
๓.๒ เพราะถ้าเป็นผู้มีศีลไม่บริสุทธิ: ไม่ได้สมาธิ มีจิตฟุ้งซ่านแล้ว ก็เป็นอภัพพะไม่
ควรเจริญวิปัสสนานัน2 เลย เพราะศีลและสมาธิเป็นเหตุแรงกล้าให้เกิด
วิปัสสนา
๔. ๔.๑ เบือ2 งต้นพระศาสดาทรงแสดงให้พระอานนท์ฟัง ตอนหลังพระอานนท์
แสดงพระคิริมานนท์ฟัง ผลคือพระคิริมานนท์ หายจากอาพาธหนัก
๔.๒ ปหานสัญญา ให้ลดวิตก ฝ่ายไม่ดี ๓ ประการ
.
๕. ๕.๑ วิปัสสนาญาณมีอานิสงส์ คือ
๑.ย่อมทำให้มีสติมั%น ไม่หลงทำกาลกิริยา
๒.มีสุคติภพ คือมนุษย์โลกและสวรรค์เป็นท%ีไปเบือ2 งหน้า
๓.มีอุปนิสัยมรรค ผล นิพพาน ติดสันดานไปในภพหน้า
๔.ถ้ามีอุปนิสัยอยู่แล้ว ก็ทำให้บรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งพระนิพพานในชาตินี 2
๕.๒ มี ๔ อย่างคือ
๑.เจ้าใจผิดในของที%ไม่เที%ยงว่าเที%ยง
๒.เจ้าใจผิดในของมีสภาพเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
๓.เจ้าใจผิดของที%มีสภาพเป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา
๔.เข้าใจผิดในของที%ไม่งามว่าเป็นของสวยงาม
๖. ๖.๑ รากเหง้าของวิปัสสนามี ๒ อย่าง คือ
๑.สีลวิสุทธิ ความบริสุทธิ:ของศีล
๒.จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิ:แห่งจิต
๖.๒ ตัววิปัสสนามี ๕ อย่าง คือ
๑.ทิฏฐิวิสุทธิ ๒.กังขาวิตรณวิสุทธิ
๓.มัคคามัคคญาณวิสุทธิ ๔.ปฏิปทาญาณวิสุทธิ
๕.ญาณวิสุทธิ
๗. ๗.๑ ฆนสัญญา คือ ความสำคัญ หมายว่าเป็นก้อน อันได้แก่ความยึดถือเอา
โดยนิมิตว่าเรา ว่าเขา ว่าผู้นัน2 ว่าผู้นี 2
๗.๒ พิจารณากำหนดเห็นสังขารกระจายเป็นส่วนย่อยๆ จากฆนะ คือ ก้อน
ย่อมเห็นว่าถอนเสียได้ซึ%งฆนสัญญา
๘ ๘.๑ ข้อท%ี ๓ มีใจความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี 2พิจารณากายนี 2 โดยใจควา
เป็นของไม่งาม
๘.๒ ข้อท%ี ๔ มีใจความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี 2 เข้าไปสู่ท%ีสงัด พิจารณาว่า
กายนีม2 ีทุกข์ โทษมาก ความไข้ต่างๆ เกิดจากกายนี 2 เช่นโรคใน ตา หู
จมูก ลิน2 กาย เป็นต้น
๙. ๙.๑ สภาพความเป็นเองของสังขาร คือเป็นของไม่เที%ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตาจริงอย่างไร ความรู้เห็นว่าสังขารเป็นของไม่เท%ียง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตาแจ้งชัดอันนีแ2 หละเป็นลักษณะของวิปัสสนา
.
๙.๒ มืดคือโมหะความหลงในสังขารว่าเป็นของเที%ยง เป็นสุข เป็นตัวตนอัน
ใด บิดบังปัญญาไว้ไม่ให้เห็นความเป็นจริงของสังขาร คือเป็นของไม่
เที%ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ขจัดมืดคือโมหะนัน2 เสีย ไม่หลงในสังขารว่า
เป็นของเท%ียง เป็นสุข เป็นตัวเป็นตน เป็นของงามเสียได้ นีเ2ป็นกิจเป็ น
คุณของวิปัสสนา
๑๐. ๑๐.๑ วิปัลลาสกล่าวด้วยอำนาจจิตเจตสิกซึ%งวิปริตผิดไป มี ๓ ประการ คือ
วิปัลลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า สัญญาวิปัลลาส ๑
วิปัลลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปัลลาส ๑
วิปัลลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปัลลาส ๑
๑๐.๒ ไตรลักษณ์ท%ีว่าเห็นได้ยากนัน2 เพราะมีเคร%ืองปกปิดไว้ไม่ให้เห็น คือ
สันตติความสืบต่อแห่งนามรูป ปกปิดอนิจจตา อิริยาบถ ความผลัด
เปลี%ยนแห่งอิริยาบถ ปกปิดทุกขตา ฆนสัญญา ความสำคัญเห็นเป็น
กลุ่มก้อน ปกปิดอนัตตา
*****************************